ชนิดของคอมพิวเตอร์
1.ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer)
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกั บงานคำนวณที่ต้องมีการคำนวณตั วเลขจำนวนหลายล้านตั วภายในเวลาอันรวดเร็ว เช่น งานพยากรณ์อากาศ ที่ต้องนำข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับอากาศทั้งระดับภาคพื้ นดิน และระดับชึ้นบรรยากาศเพื่อดู การเคลื่อนไหวและการเปลี่ ยนแปลงของอากาศ งานนี้จำเป็นต้องใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสู งมาก นอกจากนี้มีงานอีกเป็ นจำนวนมากที่ต้องใช้ซูเปอร์ คอมพิวเตอร์ซึ่งมีความเร็วสูง เช่น งานควบคุมขีปนาวุะ งานควบคุมทางอวกาศ งานประมวลผลภาพทางการแพทย์ งานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้านเคมี เภสัชวิทยา และงานด้านวิศวกรรมการออกแบบ
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็ว และมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิ วเตอร์ชนิดอื่น การที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทำงานได้เร็ว เพราะมีการพัฒนาให้มีโครงสร้ างการคำนวณพิเศษ เช่นการคำนวณแบบขนานที่เรียกว่า เอ็มพีพี (Massively Parallel Processing : MPP) ซึ่งเป็นการคำนวณที่กระทำกับข้ อมูลหลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกัน
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์เป็นเครื่ องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มี การพัฒนามาตั้งแต่เริ่มแรก เหตุที่เรียกว่า เมนเฟรมคอมพิวเตอร์เพราะตัวเครื ่องประกอบด้วยตู้ขนาดใหญ่ที่ ภายในตู้มีชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่ าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบั นเมนเฟรมคอมพิวเตอร์มี ขนาดลดลงมาก
เมนเฟรมเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มีราคาสูงมาก มักอยู่ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์หลั กขององค์การ และต้องอยู่ในห้องที่มีการควบคุ มอุณหภูมิและมีการดูแลรักษาเป็ นอย่างดี
บริษัทผู้ผลิตเมนเฟรมได้พัฒนาขี ดความสามารถของเครื่องให้สูงขึ้ น ข้อเด่นของการใช้เมนเฟรมอยู่ที่ งานที่ต้องการให้มีระบบศูนย์ กลาง และกระจายการใช้งานไปเป็ นจำนวนมาก เช่น ระบบเอทีเอ็มซึ่งเชื่อมต่อกั บฐานข้อมูลที่จัดการโดยเครื่ องเมนเฟรม อย่างไรก็ ตามขนาดของเมนเฟรมและมินิคอมพิ วเตอร์ก็ยากที่จะจำแนกจากกันให้ เห็นชัด
ปัจจุบันเมนเฟรมได้รับความนิ ยมน้อยลง ทั้งนี้เพราะคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ กมีประสิทธิภาพและความสามารถดี ขึ้น ราคาถูกลง ขณะเดียวกันระบบเครือข่ายคอมพิ วเตอร์ก็ดีขึ้นจนทำให้การใช้ งานบนเครือข่ายกระทำได้เหมื อนการใช้งานบนเมนเฟรม
3. มินิคอมพิวเตอร์ (mini computer)
มินิคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องที่ สามารถใช้งานพร้อม ๆ กันได้หลายคน จึงมีเครื่องปลายทางต่อได้ มินิคอมพิวเตอร์เป็นคอมพิวเตอร์ ที่มีราคาสูงกว่าสถานีงานวิ ศวกรรม นำมาใช้สำหรั บประมวลผลในงานสารสนเทศขององค์ การขนาดกลาง จนถึงองค์การขนาดใหญ่ที่มี การวางระบบเป็นเครือข่ายเพื่ อใช้งานร่วมกัน เช่น งานบัญชีและการเงิน งานออกแบบทางวิศวกรรม งานควบคุมการผลิตในโรงงานอุ ตสาหกรรม
มินิคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณืที่ สำคัญในระบบเครือข่ายคอมพิ วเตอร์ขององค์การที่เรียกว่ าเครื่อให้บริการ (server) มีหน้าที่ให้บริการกับผู้ใช้บริ การ (client) เช่น ให้บริการแฟ้มข้อมูล ให้บริการข้อมูล ให้บริการช่วยในการคำนวณ และการสื่อสาร
4. สถานีงานวิศวกรรม (engineering workstation)
ผู้ใช้สถานีงานวิศวกรรมส่วนใหญ่ เป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก และนักออกแบบ สถานีงานวิศวกรรมมีจุดเด่นในเรื ่องกราฟิก การสร้างรูปภาพและการทำภาพเคลื่ อนไหว การเชื่อมโยงสถานีงานวิ ศวกรรมรวมกันเป็นเครือข่ายทำให้ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ งานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์หลายบริษั ทได้พัฒนาซอฟต์แวร์สำเร็จสำหรั บใช้กับสถานีงานวิศวกรรมขึ้น เช่นโปรแกรมการจัดทำต้นฉบับหนั งสือ การออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ งานจำลองและคำนวณทางวิทยาศาสตร์ งานออกแบบทางด้านวิ ศวกรรมและการควบคุมเครื่องจักร
การซื้อสถานีงานวิศวกรรมต่ างจากการซื้อเครื่องไมโครคอมพิ วเตอร์ เพราะไมโครคอมพิวเตอร์ทุกเครื่ องสามารถใช้โปรแกรมสำเร็จสำหรั บไมโครคอมพิวเตอร์ได้ และมีลักษณะการใช้งานเหมือนกัน ส่วนการซื้อสถานีงานวิศวกรรมนั้ นยุ่งยากกว่า สถานีงานวิศวกรรมมีราคาแพงกว่ าไมโครคอมพิวเตอร์มาก การใช้งานก็ต้องการบุคลากรที่มี การฝึกหัดมาอย่างดี หรือต้องใช้เวลาเรียนรู้
สถานีงานวิศวกรรมส่วนใหญ่ใช้ ระบบปฎิบัติการยูนิกซ์ ประสิทธิภาพของซีพียูของระบบอยู ่ในช่วง 50-100 ล้านคำสั่งต่อวินาที (Million Instruction Per Second : MIPS) อย่างไรก็ตามหลักจากที่ใช้ซีพี ยูแบบริสก์ (Reduced Instruction Set Computer :RISC) ก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถเชิ งคำนวณของซีพียูสูงขึ้นได้อีก ทำให้สร้างสถานีงานวิศวกรรมให้ มีขีดความสามารถเชิงคำนวณได้ มากกว่า 100 ล้านคำสั่งต่อวินาที
5. ไมโครคอมพิวเตอร์ (micro computer)
ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางคนเห็นว่าเป็นเครื่องคอมพิ วเตอร์ที่ใช้งานส่วนบุคคล หรือเรียกว่า พีซี (Personal Computer : PC) สามารถใช้เป็นเครื่องต่อเชื่ อมในเครือข่าย หรือใช้เป็นเครื่องปลายทาง (terminal) ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงอุ ปกรณ์รับและแสดงผลสำหรับป้อนข้ อมูลและดูผลลัพธ์ โดยดำเนินการการประมวลผลบนเครื่ องอื่นในเครือข่าย
อาจจะกล่าวได้ว่าไมโครคอมพิ วเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่ วยประมวลผลกลางเป็ นไมโครโพรเซสเซอร์ ใช้งานง่าย ทำงานในลักษณะส่วนบุคคลได้ สามารถแบ่งแยกไมโครคอมพิวเตอร์ ตามขนาดของเครื่องได้ดังนี้
1. คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มี ขนาดเล็กถูกออกแบบมาให้ตั้ งบนโต๊ะ มีการแยกชิ้นส่วนประกอบเป็น ซีพียู จอภาพ และแผงแป้งอักขระ
2. แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (laptop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที ่วางใช้งานบนตักได้ จอภาพที่ใช้เป็นแบบแบนราบชนิ ดจอภาพผนึกเหลว (Liquid Crystal Display : LCD) น้ำหนักของเครื่องประมาณ 3-8 กิโลกรัม
3. โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (notebook computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มี ขนาดและความหนามากกว่าแล็ปท็อป น้ำหนักประมาณ 1.5-3 กิโลกรัม จอภาพแสดงผลเป็นแบบราบชนิดมีทั้ งแบบแสดงผลสีเดียว หรือแบบหลายสี โน้ตบุ๊คที่มีขายทั่วไปมีประสิ ทธิภาพและความสามารถเหมือนกั บแล็ปท็อป
4. ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (palmtop computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์สำหรั บทำงานเฉพาะอย่าง เช่นเป็นพจนานุกรม เป็นสมุดจนบันทึกประจำวัน บันทึกการนัดหมายและการเก็บข้ อมูลเฉพาะบางอย่างที่ สามารถพกพาติดตัวไปมาได้สะดวก







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น